16 กันยายน 2557
โลกของเรานั้นได้รับประโยชน์จากดวงอาทิตย์มากมาย อาทิเช่น พลังงานแก่พืชในรูปของแสงตลอดจนทำให้โลกเรานั้นมีสภาวะอากาศหลากหลาย เอื้อต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ในประโยชน์ของดวงอาทิตย์ที่เราทุกคนรู้กันดี จะมีใครรู้บ้างไหมว่า พลังงานอันมหาศาลของมันอาจส่งผลกระทบต่อโลกของเราได้เช่นกัน เมื่อกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดจากดวงอาทิตย์ มนุษย์มีการศึกษาและเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะหาวิธีรับมือและป้องกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ล่าสุดเมื่อวันพุธ ที่ 10 กันยายน 2014 ที่ผ่านมาดวงอาทิตย์ได้ปลดปล่อยมวลโคโรนา (ภาพที่ 1) เหตุการณ์นี้ถูกตรวจจับภาพได้โดย หอสังเกตการณ์ Solar and Heliospheric Observatory (SOHO)

ภาพที่ 1: แสดงภาพของดวงอาทิตย์ที่ใช้วิธีการบังดวงอาทิตย์ของ Solar and Heliospheric Observatory เพื่อสามารถสังเกตการเปลวการปะทุของดวงอาทิตย์ได้
Credit : ESA / NASA / SOHO
เหตุการณ์นี้ดวงอาทิตย์ได้ปลดปล่อยมวลโคโรนา (coronal mass ejections) ที่เกิดจากจุดมืด (sunspot) ตำแหน่งของ AR2158 ในวันที่ 8 กันยายน 2014 ที่ผ่านมา (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 2 : จุดมืด (sunspot) AR2158 ของวันที่ 8 กันยายน 2014
Credit: John Chumack

ภาพที่ 3 : แสดงจุดมืด (sunspots) ทั้งหมดของดวงอาทิตย์ของวันที่ 8 กันยายน 2014
Credit: John Chumack
จุดมืด (sunspots) AR2158 มีขนาดใหญ่มากเมื่อเปรียบเทียบกับโลกและดาวพฤหัสบดี (ภาพที่ 4)

ภาพที่ 4 : แสดงจุดมืด (sunspots) AR2158
Credit : NASA Solar Dynamics Observatory
การประทุในครั้งนี้ เกิดขั้นบริเวณตรงกลางของดวงอาทิตย์ (ภาพที่ 5 ) เวลา 01:45 ตามเวลา (EDT) ในช่วงยามค่ำคืน

ภาพที่ 5 : แสดงดวงอาทิตย์ในช่วงความยาวคลื่นอัลตราไวโอเลตของวันที่ 10 กันยายน 2014
Credit: NASA/SDO
นักดาราศาสตร์คำนวณความรุนแรงจัดอยู่ในระดับ X1.6 ความรุนแรงในระดับนี้หมายถึงความรุนแรงในระดับที่แรงมาก แต่ยังไม่เท่ากับ ระดับ X2 หรือ X3 ความแรงในระดับ X1.6 ยังไม่ส่งผลกระทบอะไรมากกับสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลก เนื่องจากรังสีที่ปลดปล่อยออกมาไม่สามารถผ่านชั้นบรรยากาศของโลกได้
แต่ผลกระทบของการปะทุระดับ X1.6 ก็รุนแรงพอต่อการสื่อสารในชั้นไอโอโนสเฟียร์ที่ดาวเทียมใช้ส่งคลื่นวิทยุสื่อสารมายังพื้นโลก เมื่อถูกสนามไฟฟ้าจากลมสุริยะรบกวนระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะทำให้สัญญาณขาดหายเป็นบางช่วง และกระทบต่อระบบนำร่องวงโคจรดาวเทียมต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ด้วย เนื่องจากเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันนี้ ก็ใช้สัญญาณจากดาวเทียมสื่อสารกันทั้งสิ้น
ครั้งนี้พายุสุริยะได้เคลื่อนที่มาถึงโลกตั้งแต่วันศุกร์ ที่ 12 และรบกวนไปจนถึงวันเสาร์ ที่ 13 กันยายน 2014 ที่ผ่านมาแล้ว โดยมีความเร็วประมาณ 2.5 ล้านไมล์ต่อชั่วโมง (4,020,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) นอกจาก ผลกระทบในทางลบแล้ว ผลดีอาจทำให้เราเห็นสีสันของแสงเหนือแสงใต้ หรือ ออโรรา (Aurora) ชัดเจนได้มากยิ่งขึ้นในแถบพื้นที่ Des Moines, Iowa; Chicago; Cleveland and Albany, New York แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสภาพแสงในช่วงนั้นด้วย
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น